หลังจากคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ ในซีซั่น 2011-12 นั้น ในซีซั่นต่อมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การนำของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน กลับทำผลงานได้อย่าน่าผิดหวังหลังจากไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดมาครองได้เลย

ในปีดังกล่าว มันชินี่ พา แมนฯ ซิตี้ ได้เพียงแค่อันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น รวมถึงตกรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติดต่อกัน และยังพ่าย วีแกน แอธเลติก แบบสุดช็อก 0-1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ อีกทั้งยังมีปัญหากับผู้บริหาร“เรือใบสีฟ้า” จึงทำให้เขาถูกไล่ออกหลังจากจบฤดูกาล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปลี่ยนหัวเรือใหญ่

บอร์ดบริหารของ แมนฯ ซิตี้ ตัดสินใจด้วยการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่เลือก มานูเอล เปเยกรินี่ เทรนเนอร์ชาวชิลี เข้ามาทำงานแทน มันชินี่ พร้อมกับลงทุนเสริมขุมกำลังอีกครั้งด้วยการคว้านักเตะชื่อดังฝีเท้าดีมาอีกหลายราย

ในซัมเมอร์ 2013 นั้น แมนฯ ซิตี้ คว้าตัวอาทิ เฆซุส นาบาส ปีกชาวสเปน, แฟร์นานดินโญ่ ห้องเครื่องแซมบ้า, สเตฟาน โยเวติช หัวหอกเซอร์เบีย, อัลบาโร่ เนเกรโด้ กองหน้าชาวสเปน

และ มาร์ติน เดมิเคลิส แนวรับชาวอาร์ไจนไตน์เข้ามาเสริมทัพ

  เปเยกรินี่ ไม่ทำให้ผู้บริหารของ แมนฯ ซิตี้ ผิดหวังหลังจากพาทีมกลับมาทวงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และแชมป์ฟุตบอลถ้วย ลีก คัพ แต่ฤดูกาลต่อมา โค้ชชาวชิลี พาทีมจบด้วยอันดับ 2 และถึงแม้เขาจะพา “เรือใบสีฟ้า” คว้าถ้วยลีก คัพ ได้อีก 1 สมัย แต่สไตล์การทำงานก็ยังคงไม่ถูกใจเจ้าของสโมสรอยู่ดี

ในซีซั่น 2015-2016 แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การนำของ เปเยกรินี่ ฟอร์มหลุดดื้อๆ ในหลายๆเกม ซึ่งทำให้เริ่มมีข่าวมีข่าวออกมาว่า เขาอาจจะโดนปลดหลังจากซีซั่น

แน่นอนว่า อดีตนายใหญ่ เรอัล มาดริด และ บียาร์เรอัล ในศึกลา ลีกา สเปน ก็ไม่รอดจากการโดนเชือดหลังพาทีมจบด้วยอันดับ 4

 ชีค มาร์นซู เจ้าของมหาเศรษฐีชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ของ แมนฯ ซิตี้ ต้องการให้ “เรือใบสีฟ้า” เล่นฟุตบอลด้วยสไตล์ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเกมรุกสวยงามเอาใจแฟนบอล รวมถึงต้องประสบความสำเร็จด้วย ดังนั้น ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือชาวสเปน คือ เป้าหมายแรกของเขา

ก้าวสู่เบอร์หนึ่งอย่างเต็มตัว

กวาร์ดิโอล่า เคยประสบความสำเร็จอย่างมากกับ บาร์เซโลน่า ในระหว่างปี 2008-2012 ด้วยการพาพลพรรค “เจ้าบุญทุ่ม” คว้าแชมป์ลา ลีกา ได้ถึง 3 สมัย, แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย, แชมป์ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ 2 สมัย และแชมป์สโมสรโลก 2 สมัย

ตลอด 4 ปีที่อยู่กับ บาร์เซโลน่า นั้น กวาร์ดิโอล่า สร้างทีมด้วยสไตล์การเล่น “ติกิตะกา” ซึ่งแฟนบอลหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี และทำให้ “เจ้าบุญทุ่ม” กลายเป็นหนึ่งทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้

หลังอิ่มตัวกับความสำเร็จในถิ่น คัมป์ นู กวาร์ดิโอล่า ก็พักเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะตัดสินใจเข้าคุม บาเยิร์น มิวนิค ในบุนเดสลีกา ด้วยสัญญา 3 ปี ซึ่งเขาก็พา “เสือใต้” คว้าแชมป์ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน

คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล 2 สมัย, แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก อย่างละ 1 สมัย ก่อนอำลาทีม

ในซัมเมอร์ปี 2016 มันเป็นจุดเริ่มต้นครองความยิ่งใหญ่ของ แมนฯ ซิตี้ เลยก็ว่าได้ หลังจากที่พวกเขาได้ กวาร์ดิโอล่า เข้ามากุมบังเหียนในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ตามที่ตั้งใจเอาไว้ พร้อมกับอัดฉีดเงินทุนในการเสริมทัพให้เทรนเนอร์ชาวสเปนอย่างเต็มที่

กวาร์ดิโอล่า จัดการแปลงโฉม แมนฯ ซิตี้ ตามสไตล์ที่เขาต้องการด้วยการคว้าตัวนักเตะอย่าง จอห์น สโตนส์ กองหลังทีมชาติอังกฤษ, เคลาดิโอ บราโว่ นายทวารชาวชิลี, เลรอย ซาเน่ ปีกทีมชาติเยอรมัน, โนลิโต ปีกชาวสเปน เข้ามาร่วมทีม

อย่างไรก็ตาม ในปีแรก กวาร์ดิโอล่า พา แมนฯ ซิตี้ จบซีซั่นด้วยอันดับ 3 เท่านั้น แต่ก็ยังได้ ลีก คัพ ปลอบใจ ซึ่งในปีต่อมา อดีตโค้ช บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น แก้ตัวด้วยการพา “เรือใบสีฟ้า” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ด้วยการสร้างสถิติเก็บได้ถึง 100 คะแนนเลยทีเดียว พ่วงกับลีก คัพ สมัยที่ 2

ในฤดูกาล 2018-2019 มันเป็นปีทองของ กวาร์ดิโอล่า กับ แมนฯ ซิตี้ จบ เลยก็ว่าได้หลังจากที่เขาพาทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ซึ่งหลายๆคนยกย่องให้ “เรือใบสีฟ้า” ก้าวขึ้นมาเป็นทีมแนวหน้าของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีอย่างเต็มตัว

ปัจจุบัน กวาร์ดิโอล่า ยังคงพา แมนฯ ซิตี้ ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องหลังคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 4 สมัยจาก 6 ปีที่คุมทีมในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม และดูเหมือนว่า เทรนเนอร์วัย 51 ปี จะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน